คุ้มครองผู้ลงทุนเสียงข้างน้อย

วิธีการจัดอันดับ (Doing Business Methodology) ด้านการคุ้มครองผู้ลงทุนเสียงข้างน้อย

ในหัวข้อการคุ้มครองผู้ลงทุนเสียงข้างน้อยนี้จะทำการวัดความคุ้มครองจากความขัดแย้งทางผลประโยชน์ของผู้ลงทุนรายย่อยผ่นตัวชี้วัดชุดหนึ่งและสิทธิของผู้ถือหุ้นในการกำกับดูแลกิจการผ่านอีกชุดหนึ่ง ข้อมูลมาจากแบบสอบถามที่ส่งให้กับทนายความของบริษัทและทนายความด้านหลักทรัพย์ ซึ่งจะเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับด้านหลักทรัพย์ กฎหมายของบริษัท ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และหลักการพิจารณาของศาล การจัดอันดับเขตเศรษฐกิจในด้านความสามารถของการคุ้มครองผู้ลงทุนเสียงข้างน้อยนั้น จะพิจารณาจากการเรียงลำดับคะแนนเพื่อปกป้องนักลงทุนส่วนน้อย คะแนนเหล่านี้เป็นผลรวมของดัชนีขอบเขตของการควบคุมความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (extent of conflict of interest regulation index) และดัชนีขอบเขตของการกำกับดูแลผู้ถือหุ้น (extent of shareholder governance index)

 

ภาพแสดงผู้ถือหุ้นส่วนน้อยได้รับการคุ้มครองจากความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ดีเพียงใด? ที่มา:  Doing Business database
ภาพแสดงผู้ถือหุ้นส่วนน้อยได้รับการคุ้มครองจากความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ดีเพียงใด? ที่มา:  Doing Business database

 

Protection from conflicts of interest (การคุ้มครองจากผลประโยชน์ทับซ้อน)

ดัชนีขอบเขตของการควบคุมความขัดแย้งทางผลประโยชน์เป็นมาตรการปกป้องผู้ถือหุ้นจากการใช้ทรัพย์สินของบริษัทในทางที่ผิดของกรรมการเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน โดยแบ่งแยกมิติของกฎระเบียบที่จัดการกับความขัดแย้งทางผลประโยชน์ออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ความโปร่งใสของรายการระหว่างกัน (ดัชนีขอบเขตของการเปิดเผยข้อมูล (extent of disclosure index)), ความสามารถของผู้ถือหุ้นในการฟ้องร้องและถือเอากรรมการที่ต้องรับผิดชอบในการดำเนินการด้วยตนเอง (ดัชนีขอบเขตของความรับผิดของกรรมการ (extent of director liability index)), และ การเข้าถึงหลักฐานและการจัดสรรค่าใช้จ่ายทางกฎหมายในการดำเนินคดีของผู้ถือหุ้น (ดัชนีความยาก-ง่ายของความเหมาะสมของผู้ถือหุ้น (ease of shareholder suits index)) ดังรูปด้านบน

 

สมมติฐานกรณีศึกษา

เพื่อให้ข้อมูลสามารถเปรียบเทียบกันได้ในหลาย ๆ เขตเศรษฐกิจทั่วโลก จึงจำเป็นต้องกำหนดสมมติฐานหลายประการที่เกี่ยวข้องมาใช้ โดยจะแบ่งออกได้เป็น 2  ส่วนดังต่อไปนี้

  • สมมติฐานเกี่ยวกับธุรกิจ (ผู้ซื้อ)
  • เป็นบริษัทมหาชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของเขตเศรษฐกิจหรือไม่ หากมีบริษัทจดทะเบียนน้อยกว่า 10 แห่ง หรือหากไม่มีตลาดหลักทรัพย์ในระบบเศรษฐกิจ ให้ถือว่าผู้ซื้อเป็นบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่มีผู้ถือหุ้นหลายราย
  • มีคณะกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ที่อาจดำเนินการตามกฎหมายในนามของผู้ซื้อเมื่อได้รับอนุญาต แม้ว่ากฎหมายจะไม่ได้กำหนดไว้โดยเฉพาะก็ตาม
  • มีคณะกรรมการกำกับดูแลด้านเศรษฐกิจที่มีระบบคณะกรรมการสองระดับซึ่ง Mr. James (บทบาทสมมติ) แต่งตั้ง 60% ของสมาชิกที่ได้รับเลือกจากผู้ถือหุ้น
  • ไม่มีข้อบังคับหรือข้อห้ามของบริษัทที่เกินข้อกำหนดขั้นต่ำ หรือไม่ปฏิบัติตามหลักจรรยาบรรณ ข้อเสนอแนะ หรือแนวทางปฏิบัติที่ไม่จำเป็น
  • เป็นบริษัทผู้ผลิตที่มีเครือข่ายการจัดจำหน่ายเป็นของตัวเอง
  • สมมติฐานเกี่ยวกับการทำธุรกรรม
  • Mr. James (บทบาทสมมติ) เป็นเจ้าของ 60% ของผู้ซื้อ นั่งอยู่ในคณะกรรมการของผู้ซื้อ และแต่งตั้งกรรมการ 2 คนให้เป็นคณะกรรมการ 5 คนของผู้ซื้อ
  • Mr. James (บทบาทสมมติ) เป็นเจ้าของ 90% ของผู้ขาย ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจร้านฮาร์ดแวร์สำหรับขายปลีก ผู้ขายเพิ่งปิดร้านค้าจำนวนมาก
  • Mr. James (บทบาทสมมติ) เสนอให้ผู้ซื้อซื้อกองรถบรรทุกที่ไม่ได้ใช้ของผู้ขายเพื่อขยายและเพิ่มการกระจายการจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารของผู้ซื้อ ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ผู้ซื้อตกลง โดยมีราคาเท่ากับ 10% ของสินทรัพย์ของผู้ซื้อและสูงกว่ามูลค่าตลาด
  • ธุรกรรมที่เสนอนี้จะต้องเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมหลักของบริษัทและไม่ได้อยู่นอกเหนืออำนาจของบริษัท
  • ผู้ซื้อที่เข้าทำรายการ จะต้องได้รับการอนุมัติที่จำเป็นทั้งหมดแล้ว และการเปิดเผยที่จำเป็นทั้งหมดที่ทำขึ้น กล่าวคือ ธุรกรรมดังกล่าวไม่ได้ทำขึ้นโดยฉ้อฉล
  • การทำธุรกรรมทำให้เกิดความเสียหายต่อผู้ซื้อ ผู้ถือหุ้นฟ้อง Mr. James (บทบาทสมมติ) และผู้บริหารและกรรมการที่อนุมัติการทำธุรกรรม

 

Extent of disclosure index (ดัชนีขอบเขตของการเปิดเผยข้อมูล)

ดัชนีขอบเขตของการเปิดเผยจะมีอยู่ด้วยกัน 5 องค์ประกอบดังนี้

  1. หน่วยงานใดสามารถให้การอนุมัติอย่างเพียงพอตามกฎหมายสำหรับการทำธุรกรรม โดยจะได้ 0คะแนน หากเป็นซีอีโอหรือกรรมการผู้จัดการเพียงคนเดียว จะได้ 1 คะแนน ถ้าคณะกรรมการ คณะกรรมการกำกับ หรือผู้ถือหุ้นต้องลงคะแนนเสียง และอนุญาตให้ Mr. James (บทบาทสมมติ) เป็นผู้มีสิทธิออกเสียง จะได้ 2 คะแนน ถ้าคณะกรรมการหรือคณะกรรมการกำกับต้องลงคะแนนเสียงและ Mr. James (บทบาทสมมติ) ไม่ได้รับอนุญาตให้ลงคะแนน และจะได้ 3 ถ้าผู้ถือหุ้นต้องลงคะแนนเสียงและ Mr. James (บทบาทสมมติ) ไม่ได้รับอนุญาตให้ลงคะแนน
  2. หน่วยงานภายนอก (เช่น ผู้ตรวจสอบอิสระ) จะต้องตรวจสอบธุรกรรมก่อนที่จะเกิดขึ้นหรือไม่ จะได้คะแนน 0 คะแนน หากไม่มีการตรวจสอบ และได้ 1 คะแนนถ้ามีการตรวจสอบ
  3. Mr. James (บทบาทสมมติ) จะต้องเปิดเผยต่อคณะกรรมการบริษัทหรือคณะกรรมการกำกับหรือไม่ จะได้คะแนน 0 คะแนน หากไม่มีการเปิดเผยข้อมูล จะได้ 1 คะแนน หากจำเป็นต้องเปิดเผยโดยทั่วไปเกี่ยวกับการมีอยู่ของความขัดแย้งทางผลประโยชน์โดยไม่มีรายละเอียดเฉพาะใดๆ จะได้ 2 คะแนน หากจำเป็นต้องเปิดเผยข้อเท็จจริงสำคัญทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของ Mr. James ในธุรกรรมผู้ซื้อ-ผู้ขายโดยสมบูรณ์
  4. มีการเปิดเผยธุรกรรมต่อสาธารณะ หน่วยงานกำกับดูแล หรือผู้ถือหุ้นทันทีหรือไม่ จะได้คะแนน 0 คะแนน หากไม่มีการเปิดเผยข้อมูล จะได้ 1 คะแนน หากจำเป็นต้องเปิดเผยเงื่อนไขการทำธุรกรรมแต่ไม่เกี่ยวกับความขัดแย้งทางผลประโยชน์ของ Mr. James (บทบาทสมมติ) จะได้ 2 คะแนน หากจำเป็นต้องเปิดเผยทั้งข้อกำหนดและผลประโยชน์ทับซ้อนของ Mr. James
  5. มีการเปิดเผยข้อมูลเป็นระยะ (เช่น รายงานประจำปี) หรือไม่ จะได้คะแนน 0 คะแนน หากไม่มีการเปิดเผยธุรกรรม จะได้ 1 คะแนน หากจำเป็นต้องเปิดเผยเงื่อนไขการทำธุรกรรมแต่ไม่เกี่ยวกับความขัดแย้งทางผลประโยชน์ของ Mr. James (บทบาทสมมติ) จะได้ 2 คะแนน หากจำเป็นต้องเปิดเผยทั้งข้อกำหนดและผลประโยชน์ทับซ้อนของ Mr. James

สรุปแล้วดัชนีนี้จะมีค่าตั้งแต่ 0 ถึง 10 โดยค่าที่สูงกว่าบ่งชี้ว่ามีการเปิดเผยมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ในโปแลนด์

  • คณะกรรมการบริษัทต้องอนุมัติธุรกรรมดังกล่าว และ Mr. James (บทบาทสมมติ) ไม่ได้รับอนุญาตให้ลงคะแนนเสียง (2 คะแนน)
  • โปแลนด์ไม่ต้องการหน่วยงานภายนอกเพื่อตรวจสอบธุรกรรม (0 คะแนน) 
  • ก่อนทำรายการ Mr. James (บทบาทสมมติ) ต้องเปิดเผยส่วนได้เสียของตนให้กรรมการท่านอื่นทราบ แต่ไม่ต้องให้ข้อมูลเฉพาะเจาะจง (1 คะแนน) 
  • ผู้ซื้อจะต้องเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดที่มีผลกระทบต่อราคาหุ้นทันที ซึ่งรวมถึงความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (2 คะแนน) 
  • ในรายงานประจำปี ผู้ซื้อจะต้องเปิดเผยเงื่อนไขของการทำธุรกรรมและความเป็นเจ้าของของ Mr. James (บทบาทสมมติ) ในผู้ซื้อและผู้ขาย (2 คะแนน) 

ทั้งหมดนี้ทำให้โปแลนด์ได้คะแนน 7 คะแนน ในดัชนีขอบเขตของการเปิดเผยข้อมูล (Extent of disclosure index)

 

Extent of director liability index (ดัชนีขอบเขตของความรับผิดของกรรมการ)

ดัชนีขอบเขตของความรับผิดของกรรมการจะมีอยู่ด้วยกัน 7 องค์ประกอบดังนี้

  1. ในกรณีที่ผู้ถือหุ้นจะฟ้องโดยตรงหรือฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการทำธุรกรรมที่เกิดขึ้นกับบริษัท จะได้คะแนน 0 คะแนน หากไม่มีชุดสูทหรือมีไว้สำหรับผู้ถือหุ้นที่ถือหุ้นมากกว่า 10% ของบริษัทเท่านั้น จะได้ 1 คะแนน หากมีการฟ้องร้องโดยตรงหรืออนุพันธ์สำหรับผู้ถือหุ้นที่ถือหุ้น 10% หรือน้อยกว่า
  2. ผู้ถือหุ้นโจทก์สามารถให้ Mr. James (บทบาทสมมติ) รับผิดในความเสียหายที่เกิดจากการทำธุรกรรมระหว่างผู้ซื้อ-ผู้ขายกับบริษัทได้หรือไม่ จะได้คะแนน 0 คะแนน หาก Mr. James ไม่สามารถรับผิดชอบได้หรือรับผิดชอบเฉพาะการฉ้อโกง การไม่สุจริต หรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จะได้ 1 คะแนน ถ้า Mr. James ต้องรับผิดก็ต่อเมื่อเขามีอิทธิพลต่อการอนุมัติการทำธุรกรรมหรือประมาทเลินเล่อ จะได้ 2 คะแนน ถ้า Mr. James ต้องรับผิดเมื่อการทำธุรกรรมนั้นไม่เป็นธรรมหรือเป็นผลเสียต่อผู้ถือหุ้น
  3. ผู้ถือหุ้นโจทก์สามารถให้ผู้บริหารและกรรมการคนอื่น ๆ (ซีอีโอ สมาชิกคณะกรรมการ หรือคณะกรรมการกำกับ) รับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดจากการทำธุรกรรมของบริษัท จะได้คะแนน 0 คะแนน หากไม่สามารถรับผิดชอบได้หรือรับผิดชอบเฉพาะการฉ้อโกง การไม่สุจริต หรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จะได้ 1 คะแนน ถ้าพวกเขาสามารถรับผิดชอบต่อความประมาทเลินเล่อ จะได้ 2 คะแนน หากสามารถรับผิดชอบได้เมื่อการทำธุรกรรมนั้นไม่เป็นธรรมหรือเป็นผลเสียต่อผู้ถือหุ้น
  4. Mr. James (บทบาทสมมติ) จะชดใช้ค่าเสียหายสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับบริษัทหรือไม่เมื่อโจทก์ผู้ถือหุ้นเรียกร้องได้สำเร็จ จะได้คะแนน 0 คะแนนหากไม่มีและได้ 1 คะแนนถ้ามีการชดใช้ดังกล่าว
  5. Mr. James (บทบาทสมมติ) จะชำระผลกำไรที่เกิดจากการทำธุรกรรมเมื่อโจทก์ผู้ถือหุ้นเรียกร้องสำเร็จหรือไม่ จะได้คะแนน 0 คะแนนหากไม่มี และจะได้ 1 คะแนนถ้ามี
  6. Mr. James (บทบาทสมมติ) จะขาดคุณสมบัติตามการเรียกร้องที่ประสบความสำเร็จโดยโจทก์ผู้ถือหุ้นหรือไม่ จะได้คะแนน 0 คะแนนหากไม่สำเร็จ และจะได้ 1 คะแนน ถ้าเขาถูกตัดสิทธิ์ ซึ่งก็คือถูกห้ามจากการเป็นตัวแทนหรือดำรงตำแหน่งผู้บริหารในบริษัทใด ๆ เป็นเวลาหนึ่งปีขึ้นไป
  7. ศาลสามารถทำให้ธุรกรรมเป็นโมฆะได้หรือไม่เมื่อโจทก์ผู้ถือหุ้นเรียกร้องสำเร็จ จะได้คะแนน 0 คะแนน หากไม่มีการยกเลิกหรือมีให้เฉพาะในกรณีที่เกิดการฉ้อโกง ไม่สุจริต หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จะได้ 1 คะแนน หากสามารถเพิกถอนได้เมื่อการทำธุรกรรมนั้นเป็นการกดขี่หรือกระทบกระเทือนต่อผู้ถือหุ้นรายอื่น และจะได้ 2 คะแนน หากสามารถเพิกถอนได้เมื่อธุรกรรมนั้นไม่ยุติธรรมหรือก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์

ดัชนีมีตั้งแต่ 0 ถึง 10 โดยค่าที่สูงขึ้นแสดงถึงความรับผิดของกรรมการที่มากขึ้น ตัวอย่างเช่น ในประเทศออสเตรีย 

  • ตราสารอนุพันธ์มีอยู่สำหรับผู้ถือหุ้นที่ถือหุ้น 10% ของทุนจดทะเบียน (1 คะแนน)
  • สมมติว่าธุรกรรมอคติได้รับการอนุมัติและเปิดเผยอย่างถูกต้อง เพื่อให้ Mr. James (บทบาทสมมติ) ต้องรับผิด โจทก์ต้องพิสูจน์ว่า Mr. James มีอิทธิพลต่อหน่วยงานที่อนุมัติหรือกระทำการโดยประมาทเลินเล่อ (1 คะแนน)
  • เพื่อให้กรรมการท่านอื่นต้องรับผิดชอบ โจทก์ต้องพิสูจน์ว่าเป็นกระทำโดยประมาทเลินเล่อ (1 คะแนน)
  • หากพบว่า Mr. James (บทบาทสมมติ) เป็นผู้รับผิดชอบ Mr. James ต้องเป็นคนชดใช้ค่าเสียหาย (1 คะแนน) และต้องหักผลกำไรของเขา (1 คะแนน)
  • ในประเทศ ออสเตรีย Mr. James (บทบาทสมมติ) ไม่สามารถถูกตัดสิทธิ์ได้ (คะแนน 0)
  • ธุรกรรมอคติไม่สามารถเป็นโมฆะได้ (0 คะแนน)

ทั้งหมดนี้ทำให้ออสเตรียได้คะแนน 5 คะแนน ใน ดัชนีขอบเขตของความรับผิดของกรรมการ (Extent of director liability index) 

 

Ease of shareholder suits index (ดัชนีความยาก-ง่ายของความเหมาะสมของผู้ถือหุ้น)

ดัชนีความยาก-ง่ายของความเหมาะสมของผู้ถือหุ้นมีอยู่ด้วยกัน 6 องค์ประกอบดังนี้

  1. ผู้ถือหุ้นที่ถือหุ้น 10% ของทุนของบริษัทมีสิทธิตรวจสอบเอกสารธุรกรรมผู้ซื้อ-ผู้ขายก่อนยื่นฟ้องหรือไม่ หรือสามารถขอให้ผู้ตรวจราชการตรวจสอบธุรกรรมผู้ซื้อ – ผู้ขายโดยไม่ต้องยื่นฟ้องหรือไม่ จะได้คะแนน 0 คะแนน หากไม่สามารถทำได้ และได้ 1 คะแนนถ้าทำได้
  2. โจทก์ผู้ถือหุ้นมีเอกสารอะไรบ้างจากจำเลยและพยานในระหว่างการพิจารณาคดี จะได้คะแนน 1 คะแนน สำหรับเอกสารแต่ละประเภทดังต่อไปนี้ ข้อมูลที่จำเลยระบุว่าตนตั้งใจจะพึ่งพาเพื่อต่อสู้คดี,  ข้อมูลที่พิสูจน์ข้อเท็จจริงเฉพาะในข้อเรียกร้องของโจทก์โดยตรง, และข้อมูลใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสาระสำคัญของการเรียกร้อง
  3. โจทก์สามารถรับเอกสารประเภทที่เกี่ยวข้องจากจำเลยได้หรือไม่ โดยไม่ต้องระบุเอกสารแต่ละฉบับเป็นการเฉพาะ จะได้คะแนน 0 คะแนน หากไม่ได้ และ 1 คะแนนถ้าได้
  4. โจทก์สามารถตรวจสอบจำเลยและพยานโดยตรงในระหว่างการพิจารณาคดีได้หรือไม่ จะได้คะแนน 0 คะแนน หากไม่ได้ จะได้ 1 คะแนนถ้าทำได้โดยได้รับอนุมัติล่วงหน้าสำหรับคำถามของผู้พิพากษา หรือหากผู้พิพากษาสามารถกันคำถามด้วยเหตุผลใดก็ตาม และได้ 2 คะแนน ถ้าสามารถทำได้โดยไม่ต้องได้รับการอนุมัติล่วงหน้า
  5. มาตรฐานการพิสูจน์คดีแพ่งต่ำกว่ามาตรฐานในคดีอาญาหรือไม่ จะได้คะแนน 0 คะแนน หากไม่และได้ 1 คะแนนถ้าใช่
  6. โจทก์ที่เป็นผู้ถือหุ้นสามารถเรียกค่าใช้จ่ายทางกฎหมายจากบริษัทได้หรือไม่ จะได้คะแนน 0 คะแนน หากไม่ได้ จะได้ 1 คะแนน หากโจทก์สามารถเรียกค่าใช้จ่ายทางกฎหมายจากบริษัทได้เมื่อผลการดำเนินการตามกฎหมายเสร็จสิ้นแล้ว และจะได้ 2 คะแนน หากโจทก์สามารถเรียกค่าใช้จ่ายทางกฎหมายของพวกเขาจากบริษัทได้โดยไม่คำนึงถึงผลการดำเนินงานทางกฎหมาย

ดัชนีมีตั้งแต่ 0 ถึง 10 โดยค่าที่สูงขึ้นจะแสดงถึงความง่ายในการเข้าถึงการทำธุรกรรมที่มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศโครเอเชีย

  • ผู้ถือหุ้นที่ถือหุ้นร้อยละ 10 ของผู้ซื้อสามารถตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการบริหารที่สงสัยของ Mr. James (บทบาทสมมติ) และประธานเจ้าหน้าที่บริหารได้โดยตรง โดยไม่ต้องยื่นฟ้องต่อศาล (1 คะแนน)
  • โจทก์สามารถเข้าดูเอกสารที่จำเลยตั้งใจจะยึดเพื่อเป็นการป้องกันตนเองได้ (1 คะแนน)
  • โจทก์ต้องระบุเอกสารที่ต้องการโดยเฉพาะ (เช่น สัญญาซื้อขายระหว่างผู้ซื้อ-ผู้ขาย ณ วันที่ 15 กรกฎาคม 2015) และไม่สามารถขอหมวดหมู่ได้ง่ายๆ (เช่น เอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรม) (0 คะแนน)
  • โจทก์สามารถตรวจสอบจำเลยและพยานในระหว่างการพิจารณาคดี โดยไม่ต้องขออนุมัติจากศาลล่วงหน้า (2 คะแนน)
  • มาตรฐานการพิสูจน์คดีแพ่งมีความสำคัญเหนือกว่าหลักฐาน ในขณะที่มาตรฐานสำหรับคดีอาญานั้นไม่มีข้อสงสัยอันสมควร (1 คะแนน)
  • โจทก์สามารถเรียกค่าใช้จ่ายทางกฎหมายจากบริษัทได้ก็ต่อเมื่อผลการดำเนินการทางกฎหมายสำเร็จเท่านั้น (1 คะแนน)

ทั้งหมดนี้ทำให้อโครเอเชียได้คะแนน 6 คะแนน ใน ดัชนีความยาก-ง่ายของความเหมาะสมของผู้ถือหุ้น (Ease of shareholder suits index)

 

Extent of conflict of interest regulation index (ดัชนีขอบเขตของการควบคุมความขัดแย้งทางผลประโยชน์)

สรุปแล้ว ดัชนีขอบเขตของการควบคุมความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Extent of conflict of interest regulation index) เป็นผลรวมของดัชนีย่อย 3 องค์ประกอบได้แก่ ดัชนีขอบเขตของการเปิดเผยข้อมูล (extent of disclosure index), ดัชนีขอบเขตของความรับผิดของกรรมการ (extent of director liability index), และ ดัชนีความยาก-ง่ายของความเหมาะสมของผู้ถือหุ้น (ease of shareholder suits index) ซึ่งดัชนีจะมีค่าตั้งแต่ 0 ถึง 30 โดยค่าที่สูงกว่าบ่งชี้ถึงกฎเกณฑ์ด้านผลประโยชน์ทับซ้อนที่แข็งแกร่งขึ้น

 

Shareholders rights in corporate governance (สิทธิในการกำกับดูแลกิจการของผู้ถือหุ้น)

ดัชนีขอบเขตของการกำกับดูแลผู้ถือหุ้น (extent of shareholder governance index) จะวัดสิทธิ์ของผู้ถือหุ้นในการกำกับดูแลกิจการโดยแยกความแตกต่างของการกำกับดูแลกิจการที่ดีออกเป็น 3 มิติ ได้แก่ สิทธิของผู้ถือหุ้นและบทบาทในการตัดสินใจที่สำคัญขององค์กร ((ดัชนีขอบเขตสิทธิผู้ถือหุ้น) (extent of shareholder rights index)) การปกป้องดูแลผู้ถือหุ้นจากการควบคุมและการยึดถือของคณะกรรมการที่ไม่เหมาะสม ((ดัชนีขอบเขตความเป็นเจ้าของและสิทธิ) (extent of ownership and control index)) และความโปร่งใสในสัดส่วนการถือหุ้น ค่าตอบแทน การตรวจสอบ และโอกาสทางการเงิน ((ดัชนีขอบเขตของความโปร่งใสในองค์กร) (extent of corporate transparency index))

 

สมมติฐานกรณีศึกษา

สมมติฐานเกี่ยวกับธุรกิจ

  • ธุรกิจ (ผู้ซื้อ) เป็นบริษัทที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งมีตราสารทุนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่สำคัญที่สุดในระบบเศรษฐกิจ และเป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นตามแบบของบริษัทที่รับเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และมีผู้ถือหุ้นไม่จำกัดจำนวน เช่น Joint Stock Company (JSC), the Public Limited Company (PLC), C Corporation, Societas Europaea (SE), Aktiengesellschaft (AG), และ Société Anonyme/Sociedad Anónima (SA) ถ้าหากเขตเศรษฐกิจไม่มีตลาดหลักทรัพย์ที่มีรายชื่ออย่างน้อย 10 รายการที่ไม่ใช่ของรัฐ จะไม่มีการให้คะแนนภายใต้ดัชนีนี้

 

Extent of shareholder rights index (ดัชนีขอบเขตสิทธิผู้ถือหุ้น)

ดัชนีขอบเขตสิทธิผู้ถือหุ้นจะทำการให้คะแนน 0 ในกรณีที่เป็นไม่ และได้ 1 คะแนนในกรณีที่เป็นใช่ ซึ่งจะมีอยู่ด้วยกัน 6 องค์ประกอบดังนี้

  1. การขายทรัพย์สินของผู้ซื้อ 51% ต้องได้รับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นหรือไม่
  2. ผู้ถือหุ้นที่ถือหุ้นร้อยละ 10 ของทุน ผู้ซื้อมีสิทธิเรียกประชุมผู้ถือหุ้นหรือไม่
  3. ผู้ซื้อจะต้องได้รับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นทุกครั้งที่ออกหุ้นใหม่หรือไม่
  4. ผู้ถือหุ้นจะได้รับสิทธิจองซื้อโดยอัตโนมัติเมื่อผู้ซื้อออกหุ้นใหม่หรือไม่
  5. ผู้ถือหุ้นจะเลือกและเลิกจ้างผู้ตรวจสอบบัญชีภายนอกได้หรือไม่
  6. การเปลี่ยนแปลงสิทธิของกลุ่มหุ้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้ถือหุ้นที่ได้รับผลกระทบอนุมัติหรือไม่

 

Extent of ownership and control index (ดัชนีขอบเขตความเป็นเจ้าของและสิทธิ)

ดัชนีขอบเขตความเป็นเจ้าของและสิทธิจะทำการให้คะแนน 0 ในกรณีที่เป็นไม่ และได้ 1 คะแนนในกรณีที่เป็นใช่ ซึ่งจะมีอยู่ด้วยกัน 7 องค์ประกอบดังนี้

  1. สามารถแต่งตั้งบุคคลเดียวกันให้เป็น CEO และประธานคณะกรรมการได้หรือไม่
  2. คณะกรรมการบริษัทต้องประกอบด้วยกรรมการอิสระที่ไม่ใช่ผู้บริหารหรือไม่
  3. ผู้ถือหุ้นสามารถถอดกรรมการโดยไม่มีเหตุก่อนครบวาระได้หรือไม่
  4. คณะกรรมการบริษัทจะต้องมีคณะกรรมการตรวจสอบหรือไม่
  5. ผู้ซื้อที่มีศักยภาพจะต้องทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ต่อผู้ถือหุ้นทุกรายเมื่อได้ผู้ซื้อ 50% หรือไม่
  6. ผู้ซื้อจะต้องจ่ายเงินปันผลที่ประกาศไว้ภายในระยะเวลาสูงสุดที่กฎหมายกำหนดหรือไม่
  7. บริษัทย่อยไม่สามารถซื้อหุ้นที่ออกโดยบริษัทแม่หรือไม่

 

Extent of corporate transparency index (ดัชนีขอบเขตของความโปร่งใสในองค์กร)

ในหัวข้อดัชนีขอบเขตของความโปร่งใสในองค์กรจะทำการให้คะแนน 0 ในกรณีที่เป็นไม่ และได้ 1 คะแนนในกรณีที่เป็นใช่ ซึ่งจะมีอยู่ด้วยกัน 7 องค์ประกอบดังนี้

  1. ผู้ซื้อจะต้องเปิดเผยสัดส่วนการถือหุ้นที่เป็นประโยชน์โดยตรงและโดยอ้อมคิดเป็น 5% หรือไม่
  2. ผู้ซื้อต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการจ้างงานหลักและการเป็นกรรมการของบริษัทในบริษัทอื่นหรือไม่
  3. ผู้ซื้อต้องเปิดเผยค่าตอบแทนของผู้จัดการแต่ละรายหรือไม่
  4. จะต้องส่งหนังสือแจ้งรายละเอียดการประชุมใหญ่ล่วงหน้า 21 วันก่อนการประชุมหรือไม่
  5. ผู้ถือหุ้นที่ถือหุ้น 5% ของทุนของผู้ซื้อสามารถใส่รายการในวาระการประชุมสามัญได้หรือไม่
  6. งบการเงินประจำปีของผู้ซื้อต้องได้รับการตรวจสอบโดยผู้ตรวจสอบภายนอกหรือไม่
  7. ผู้ซื้อต้องเปิดเผยรายงานการตรวจสอบต่อสาธารณะหรือไม่

 

Extent of shareholder governance index (ดัชนีขอบเขตของการกำกับดูแลผู้ถือหุ้น)

ดัชนีขอบเขตของการกำกับดูแลผู้ถือหุ้น (extent of shareholder governance index) เป็นผลรวมของดัชนีขอบเขตสิทธิผู้ถือหุ้น (extent of shareholder rights index) ดัชนีขอบเขตความเป็นเจ้าของและสิทธิ (extent of ownership and control index) และ ดัชนีขอบเขตของความโปร่งใสในองค์กร (extent of corporate transparency index) โดยดัชนีมีตั้งแต่ 0 ถึง 20 ซึ่งค่าที่สูงขึ้นจะบ่งชี้ถึงเกณฑ์สิทธิในการกำกับดูแลกิจการของผู้ถือหุ้นที่มากขึ้น

 

Reforms (การปฏิรูป)

ดัชนีการคุ้มครองผู้ลงทุนเสียงข้างน้อยจะวัดการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับกฎระเบียบของการทำธุรกรรมกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการกำกับดูแลกิจการทุกปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผลกระทบของข้อมูล การเปลี่ยนแปลงบางอย่างจะถูกจัดเป็นการปฏิรูปและระบุไว้ในบทสรุปของการปฏิรูป Doing business เพื่อรับทราบการดำเนินการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ การปฏิรูปจะแบ่งออกเป็นสองประเภทได้แก่ แบบที่ทำให้การทำธุรกิจง่ายขึ้นและการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้การทำธุรกิจยากขึ้น โดยดัชนีการคุ้มครองผู้ลงทุนเสียงข้างน้อยจะใช้เกณฑ์ต่อไปนี้เพื่อให้ถือว่าเป็นการปฏิรูป

การเปลี่ยนแปลงด้านกฎหมายและกฎระเบียบทั้งหมดที่ส่งผลกระทบต่อคะแนนที่ได้รับจากแบบสอบถามที่มีวัดตัวชี้วัดทั้ง 6 ประการเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้ลงทุนเสียงข้างน้อย จะถือว่าเป็นการปฏิรูป โดยการเปลี่ยนแปลงจะต้องเป็นข้อบังคับ ซึ่งหมายความว่าการไม่ปฏิบัติตามจะทำให้ผู้ถือหุ้นสามารถฟ้องในศาลหรือขอให้หน่วยงานกำกับดูแล เช่น นายทะเบียนบริษัท ผู้มีอำนาจในตลาดทุน หรือคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ส่วนแนวปฏิบัติ หลักการ คำแนะนำ และการอธิบายให้ข้อมูลความรู้ จะไม่ถือเป็นว่าเป็นการเปลี่ยนแปลง ในกรณีที่การเปลี่ยนแปลงมีผลเฉพาะกับบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะนับเป็นการปฏิรูปได้ก็ต่อเมื่อตลาดหลักทรัพย์มีรายการตราสารทุนตั้งแต่ 10 รายการขึ้นไป

การปฏิรูปที่ส่งผลกระทบต่อตัวชี้วัดของการคุ้มครองผู้ลงทุนเสียงข้างน้อยในด้าน สิทธิในการกำกับดูแลกิจการของผู้ถือหุ้น (Shareholders rights in corporate governance) นั้นจะรวมไปถึงการแก้ไขหรือการเพิ่มเติมพระราชบัญญัติบริษัทใหม่ ประมวลกฎหมายพาณิชย์ กฎระเบียบหลักทรัพย์ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กฎของศาล กฎหมาย พระราชกฤษฎีกา คำสั่งศาลฎีกา หรือกฎการจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงจะต้องกระทบต่อสิทธิและหน้าที่ของผู้ออกหลักทรัพย์ ผู้จัดการบริษัท กรรมการ และผู้ถือหุ้นที่เกี่ยวข้องกับรายการระหว่างกันหรือโดยทั่วๆ ยกตัวอย่างเช่น ในเขตเศรษฐกิจที่กำหนด ธุรกรรมระหว่างกันจะต้องได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท รวมถึงสมาชิกในคณะกรรมการที่มีส่วนได้เสียทางการเงินเป็นการส่วนตัวในการทำให้ธุรกรรมนั้นประสบความสำเร็จ เขตเศรษฐกิจนี้แนะนำกฎหมายที่กำหนดให้การทำธุรกรรมระหว่างกันต้องได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นแทน และไม่รวมผู้ถือหุ้นที่มีส่วนได้เสียที่ขัดแย้งจากการมีส่วนร่วมในการลงคะแนนเสียง กฎหมายนี้จะส่งผลให้ดัชนีขอบเขตของการเปิดเผยข้อมูล (extent of disclosure index) ได้คะแนนเพิ่มขึ้น 2 คะแนน และจึงจะเป็นที่ยอมรับในการศึกษา

 

[siteorigin_widget class=”SiteOrigin_Widget_Accordion_Widget”][/siteorigin_widget]