รูปแบบธุรกิจ SMEs ในประเทศไทย

รูปแบบธุรกิจ SMEs ในประเทศไทย
รูปแบบธุรกิจ SMEs ในประเทศไทย

ประเทศไทยมีธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs เป็นจำนวนมาก ซึ่งเกณฑ์ที่ใช้จำแนกขนาดของ SMEs ตามนิยามใหม่ที่ประกาศในกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ. 2562 คือ จำนวนการจ้างงานหรือรายได้รวม มีรายละเอียด ดังนี้

1) วิสาหกิจขนาดย่อม (Small Enterprise): กิจการผลิตสินค้า มีจำนวนการจ้างงานไม่เกิน 50 คน หรือมีรายได้ต่อปีไม่เกิน 100 ล้านบาท กิจการให้บริการ กิจการค้าส่ง หรือกิจการค้าปลีก มีจำนวนการจ้างงาน
ไม่เกิน 30 คน หรือมีรายได้ต่อปีไม่เกิน 50 ล้านบาท โดยในส่วนของวิสากิจขนาดย่อมได้รวมกลุ่มวิสาหกิจ
รายย่อย
(Micro Enterprise) เข้าไว้ด้วย ใช้เกณฑ์ดังนี้ กิจการผลิตสินค้า กิจการให้บริการ กิจการค้าส่ง หรือกิจการค้าปลีก มีจำนวนการจ้างงานไม่เกิน 5 คน หรือมีรายได้ต่อปี ไม่เกิน 1.8 ล้านบาท

2) วิสาหกิจขนาดกลาง (Medium Enterprise): กิจการผลิตสินค้า มีจำนวนการจ้างงาน 50-200 คน หรือมีรายได้ต่อปี 100-500 ล้านบาท กิจการให้บริการ กิจการค้าส่ง หรือกิจการค้าปลีก มีจำนวนการจ้างงาน
30-100 คน หรือมีรายได้ต่อปี 50-300 ล้านบาท

โดยในกฎกระทรวงได้กำหนดในกรณีที่กิจการมีจำนวนการจ้างงานที่เข้าลักษณะของวิสาหกิจประเภทหนึ่ง แต่มีรายได้ที่เข้าลักษณะของวิสาหกิจอีกประเภทหนึ่ง ให้ถือรายได้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณา ตัวอย่างเช่น กิจการบริการแห่งหนึ่งมีการจ้างงาน 40 คน และมีรายได้ต่อปี 120 ล้านบาท จะจัดว่ากิจการบริการแห่งนี้เป็นวิสาหกิจขนาดกลางเนื่องจากเกณฑ์ของรายได้ เป็นต้น การจำแนกขนาด SMEs สามารถสรุปได้ดังภาพที่ 1

ภาพที่ 1 การจำแนกขนาดของ SMEs
ภาพที่ 1 การจำแนกขนาดของ SMEs

(ที่มา:   สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) https://www.sme.go.th)

จากข้อมูลในแผนการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ. 2564-2565 พบว่าประเทศไทยมีวิสาหกิจหรือกิจการ จำนวน 3,119,738 รายทั่วประเทศ ซึ่งเป็น SMEs มากถึงร้อยละ 99.5 โดยเป็นวิสาหกิจรายย่อย (Micro Enterprise) มากที่สุด คิดเป็น ร้อยละ 84.8 รองลงมาคือวิสาหกิจขนาดย่อม (Small Enterprise) ร้อยละ 13.3 และ วิสาหกิจขนาดกลาง (Medium Enterprise ) มีจำนวนน้อยที่สุด เพียงร้อยละ 1.4 จากจำนวนวิสาหกิจทั้งหมด

การประกอบธุรกิจ SMEs นั้นอาจจะกระทำตั้งแต่คนเดียวขึ้นไป หรือหากมีหุ้นส่วนรวมกันหลายคน มักจัดตั้งในรูปแบบของนิติบุคคล โดยมีรูปแบบธุรกิจที่แตกต่างกัน เมื่ออ้างอิงจากคู่มือภาษีสำหรับผู้ประกอบการของกรมสรรพากร สามารถแบ่งรูปแบบธุรกิจ SMEs ได้ดังนี้

1) บุคคลธรรมดา บุคคลทั่วไปที่มีชีวิตอยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (มาตรา 15)

2) คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล บุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกันเหมือนห้างหุ้นส่วนสามัญ แต่ไม่มีวัตถุประสงค์ที่จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้จากกิจการที่ทำนั้น (หน่วยภาษีตามมาตรา 56 แห่งประมวลรัษฎากร)

3) ห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล บุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ตกลงเข้ากันเพื่อการทำกิจการร่วมกัน โดยมีวัตถุประสงค์แบ่งปันกำไรที่ได้จากกิจการที่ทำ (หน่วยภาษีตามมาตรา 56 แห่งประมวลรัษฎากร)

4) ห้างหุ้นส่วนสามัญที่จดทะเบียนนิติบุคคล บุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป มาลงทุนและเป็นเจ้าของกิจการร่วมกัน โดยหุ้นส่วนทุกคนไม่จำกัดความรับผิดและต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

5) ห้างหุ้นส่วนจำกัด บุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป มาลงทุนและเป็นเจ้าของกิจการร่วมกัน หุ้นส่วนมีทั้งที่จำกัดความรับผิดและไม่จำกัดความรับผิด และต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

6) บริษัทจำกัด บุคคลตั้งแต่ 3 คน ขึ้นไป มาลงทุนและเป็นเจ้าของกิจการ ผู้ถือหุ้นรับผิดในหนี้ต่าง ๆ ไม่เกินจำนวนเงินที่ผู้ถือหุ้นแต่ละคนลงทุน และต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

7) วิสาหกิจชุมชน กิจการของชุมชนที่เกี่ยวกับการผลิตสินค้า การให้บริการ หรือการอื่นที่ดำเนินการโดย
คณะบุคคลที่มีความผูกพันมีวิถีชีวิตร่วมกัน และรวมตัวประกอบกิจการดังกล่าวเพื่อสร้างรายได้ เพื่อการพึ่งพาตนเอง ครอบครัว ชุมชน และระหว่างชุมชน โดยมีการยื่นของจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน ตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน 2548 กับ กรมส่งเสริมการเกษตร

หากแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ สามารถแบ่งได้ 3 กลุ่ม (ภาพที่ 2) ได้แก่ กลุ่มบุคคลธรรมดา ประกอบด้วย บุคคลธรรมดา คณะบุคคล และห้างหุ้นส่วนสามัญ กลุ่มนิติบุคคล ประกอบด้วย ห้างหุ้นส่วนสามัญที่จดทะเบียนนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนจำกัด และบริษัทจำกัด กลุ่มวิสาหกิจชุมชน

ภาพที่ 2 รูปแบบธุรกิจ SMEs
ภาพที่ 2 รูปแบบธุรกิจ SMEs

(ที่มา: คู่มือภาษีสำหรับผู้ประกอบการของกรมสรรพากร  https://www.rd.go.th/62063.html)

การจดทะเบียนการค้าเป็นหนึ่งในเรื่องที่สำคัญมากของการเริ่มต้นธุรกิจ เพราะรูปแบบธุรกิจแต่ละประเภทนั้น มีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันออกไป ซึ่งการพิจารณาเลือกรูปแบบธุรกิจจะส่งผลต่อสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่ภาครัฐมอบให้ เช่น วิธีคิดคำนวณของการชำระภาษี ค่าประกันภัย ความรับผิดชอบหนี้สิน สิทธิในการหักลดหย่อน การขยายกิจการในอนาคต เป็นต้น ดังนั้นการศึกษาหาข้อมูลและเลือกรูปแบบของธุรกิจที่เหมาะสมย่อมจะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั่นเอง โดยรูปแบบการจดทะเบียนจะแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ ได้แก่

1) แบบบุคคลธรรมดา เป็นธุรกิจหรือกิจการที่มีขนาดเล็ก สิทธิและการบริหารจัดการจะตกอยู่แก่เพียงบุคคลเดียว ยกตัวอย่างเช่น ร้านค้า เป็นต้น นอกจากนี้ห้างหุ้นส่วนที่ไม่ใช่นิติบุคคล หรือ คู่สามีภรรยาที่ทำธุรกิจร่วมกัน แต่ไม่ได้จดทะเบียนยังถือว่าไม่ใช่นิติบุคคลอยู่เช่นกัน ในเรื่องของการเสียภาษีจะสูงกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคล เพราะคิดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามลำดับขั้นบันได สูงสุดที่ 35% หรือก็คือถ้ามีรายได้มาก จะเสียภาษีมากตามอัตราภาษีสูงสุดของกำไรหลังหักค่าใช้จ่ายนั่นเอง โดยทุกคนที่เป็นหุ้นส่วนจะต้องเสียภาษีแบบบุคคลธรรมดาทั้งหมด แต่ในขณะเดียวกัน รูปแบบบุคคลธรรมดาก็มีข้อดีในเรื่องความสะดวกในเรื่องของการบริหาร โดยไม่จำเป็นต้องจัดทำบัญชีหรือมีค่าใช้จ่ายในด้านการบริหารด้านเอกสาร เป็นต้น

2) แบบนิติบุคคล เป็นกลุ่มบุคคลหรือองค์กรที่ทำธุรกิจร่วมกัน เช่น ห้างหุ้นส่วนสามัญแบบจดทะเบียน
ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัท เป็นต้น ซึ่งรูปแบบนิติบุคคลนี้จะมีระบบระเบียบต่าง ๆ เพิ่มเข้ามา ไม่ว่าจะเป็น
การจัดทำบัญชี การยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มและการหักภาษี ณ ที่จ่าย รวมถึงค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากการทำธุรกิจ
ในรูปแบบนิติบุคคล เช่น ค่าทำบัญชี ค่าสอบบัญชี เป็นต้น แต่ในทำนองเดียวกัน รูปแบบธุรกิจแบบนิติบุคคลจะมีข้อได้เปรียบกว่าในเรื่องของการได้ต้นทุนดอกเบี้ยต่ำกว่าการขอสินเชื่อส่วนบุคคล และยังจ่ายภาษีเพียง 20% ซึ่งน้อยกว่าบุคคลธรรมดาอีกด้วย นอกจากนี้ ภาครัฐยังมีนโยบายด้านภาษีที่คอยสนับสนุน SMEs ด้วยสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เช่น สิทธิในการหักลดหย่อนภาษี ค่าวิจัยและพัฒนา ค่าประกันภัย ค่าฝึกอบรม เป็นต้น

จากข้อมูลในแผนการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ. 2564-2565 พบว่ามีเพียงหนึ่งในสี่ของทั้งหมดเท่านั้นที่จดทะเบียนนิติบุคคล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวิสาหกิจขนาดกลาง รองลงมาคือวิสาหกิจขนาดย่อม ขณะที่อีกสามในสี่ของ SMEs มีสถานะเป็นบุคคลธรรมดา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวิสาหกิจรายย่อยและวิสาหกิจชุมชน ทั้งนี้ แม้การจดทะเบียนนิติบุคคลจะมีความยุ่งยากและมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า แต่ก็ทำให้ผู้ประกอบการ SMEs สามารถรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ได้อีกมากมาย อาทิเช่น ส่วนลดด้านภาษี มาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ จากภาครัฐ ความน่าเชื่อถือ และการเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น

 

Ref:

https://www.rd.go.th/62063.html

https://www.rd.go.th/publish/fileadmin/user_upload/porkor/taxused/SMEs.pdf

https://www.sme.go.th/upload/mod_download/download-20210820091040.pdf

https://www.dbd.go.th/download/promotion_file/manual_sme600529.pdf